บทที่ 7 คำดูถูกและเย้ยหยัน
หลายวันผ่านไปอย่างเชื่องช้า บรรยากาศภายในคฤหาสน์ตระกูลใหญ่เปลี่ยนจากความโอ่อ่ากลายเป็นความอึดอัด กฎเหล็กสามข้อของตุลย์กลายเป็นกรอบหนาที่บีบรัดชีวิตของปรางปวีร์ให้แคบลงทุกที หญิงสาวต้องใช้ชีวิตด้วยความระมัดระวัง คอยเลี่ยงปีกขวาอันเป็นเขตหวงห้าม และอ้อมไปใช้ทางเดินเล็กๆ ด้านหลังแทนห้องนั่งเล่นหลักเพื่อตัดปัญหา
ยามที่คุณลุงตระการไม่อยู่ บ้านหลังนี้ก็ตกอยู่ภายใต้อำนาจของป้านิ่มและเหล่าสาวใช้โดยสมบูรณ์
ปรางปวีร์ประคองถาดใส่น้ำและผลไม้มาจากห้องครัว พยายามสาวเท้าเพื่อรีบกลับขึ้นห้องพัก ทว่าบริเวณโถงหน้าห้องอาหาร ป้านิ่มกำลังยืนตรวจงานโดยมีแววและก้อยคอยรับคำสั่ง พอเห็นเธอเดินผ่านมา บทสนทนาของคนรับใช้ก็เงียบกริบลงทันตา สายตาทุกคู่ตวัดมองมาด้วยความจับผิดและเหยียดหยาม
ปรางปวีร์สูดหายใจลึก ฝืนยิ้มบางๆ ให้หัวหน้าแม่บ้าน “ป้านิ่มคะ มีอะไรให้ปรางช่วยไหมคะ”
ป้านิ่มปรายตามองถาดในมือตั้งแต่หัวจรดเท้า มุมปากเหยียดยิ้มเย็นชา
“ไม่ต้องหรอกค่ะ คุณตุลย์สั่งไว้ชัดว่าห้ามคนนอกมายุ่ง ข้าวของในบ้านแต่ละชิ้นแพงๆ ทั้งนั้น เกิดทำแตกทำเสียขึ้นมา พวกดิฉันจะซวยเอา ไม่ต้องลำบาก 'คนอาศัย' หรอกค่ะ”
แวว สาวใช้คนหนึ่งลอบเบะปาก แล้วหันไปพูดกับก้อยเสียงดังตั้งใจให้ได้ยิน
“ทำเป็นขยันสร้างภาพไปงั้นแหละพี่ก้อย คนที่หวังจะมาชุบตัว มีหรือจะยอมมาถูพื้นขัดห้องน้ำจริง”
“นั่นสิ” ก้อยหัวเราะคิกคัก “ตอนท่านประธานอยู่ละวิ่งประจบเช้าเย็น พอท่านไม่อยู่ก็ทำหน้าซื่อเดินลอยชายไปมา น่ารำคาญตา”
“พูดอะไรระวังปากหน่อย” ป้านิ่มแกล้งปรามเสียงเรียบ “เกิดเขาเอาไปฟ้องท่านประธาน พวกแกจะโดนไล่ออกไม่รู้ตัว”
“โธ่ป้านิ่ม แววก็พูดลอยๆ ใครร้อนตัวก็รับไปสิคะ” แววลอยหน้าลอยตาตอบ
“แล้วอีกอย่าง ข้าวของบ้านนี้แพงกว่าค่าเทอมบางคนทั้งปีซะอีก มโนว่าอยากช่วย เกิดทำแตกขึ้นมา ก็คงวิ่งไปแบมือขอเงินท่านประธานตามเคย”
ปรางปวีร์ยืนนิ่ง สองมือจับขอบถาดแน่นจนเย็นชืด ขอบตาร้อนผ่าว แต่เธอเลือกจะเงยหน้ากะพริบตาถี่ๆ ไล่ความอ่อนแอลงไป รู้ดีว่าโต้เถียงไปก็ไร้ประโยชน์ มีแต่จะเข้าทางคนพวกนี้
“ถ้าไม่มีอะไรให้ช่วย ปรางขอตัวนะคะ” เธอตัดบทแล้วเดินเลี่ยงออกมาทันที ท่ามกลางเสียงหัวเราะเยาะเย้ยที่ดังไล่หลัง
เมื่อกลับถึงห้องนอน ปรางปวีร์ปิดประตูลงกลอนแล้วเอนหลังพิงบานประตูไม้ ความกดดันจากการถูกจับผิดทำให้เธออึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก การอุดอู้อยู่แต่ในห้องสี่เหลี่ยมนี้ทั้งวันไม่ใช่ทางออกแน่ๆ เธอจึงคว้าหนังสือเรียน สมุดจด และปากกาแนบอก ตัดสินใจออกไปหาที่สงบๆ นอกตัวบ้าน
หญิงสาวเลี่ยงไปใช้บันไดหนีไฟด้านหลังเพื่อหลบสายตาคนรับใช้ จนกระทั่งผลักบานประตูหนาหนักออกสู่ภายนอก
ความอุดอู้และลมเย็นจากเครื่องปรับอากาศถูกแทนที่ด้วยสายลมอุ่นชื้นและแสงแดดยามสาย พื้นที่สีเขียวด้านหลังคฤหาสน์ถูกจัดแต่งเป็นสวนสไตล์อังกฤษดูร่มรื่น ต้นลีลาวดีขนาดใหญ่แผ่กิ่งก้านตระหง่าน ทอดร่มเงาปกคลุมม้านั่งหินอ่อนสีขาวที่ซ่อนตัวอยู่หลังแนวพุ่มชาดัดอย่างเป็นส่วนตัว ห่างไกลจากความวุ่นวายในตัวตึกใหญ่
ปรางปวีร์ทรุดตัวลงนั่งบนม้านั่งหินอ่อน ค่อยๆ วางกองหนังสือลงบนโต๊ะอย่างเบามือ เธอผ่อนลมหายใจยาว อย่างน้อยตรงนี้... ก็เป็นเพียงมุมเดียวในบ้านหลังใหญ่ที่เธอพอจะได้สูดอากาศอย่างเสรี และพักหัวใจที่อ่อยล้าลงได้บ้าง
สายลมพัดเอื่อยๆ หอบกลิ่นหอมอ่อนของดอกลีลาวดีมาแตะจมูก ใบไม้สีเขียวปลิวไสวเสียดสีกันเบาๆ ช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดในใจลงได้บ้าง
ปรางปวีร์เปิดหนังสือเรียน พยายามกวาดสายตาอ่านทฤษฎีการจัดการองค์กรเพื่อเตรียมสอบปลายภาค ดึงสมาธิให้ออกจากเรื่องวุ่นวาย ความเงียบสงบทำให้อารมณ์ที่บอบช้ำเริ่มกลับมารู้สึกปลอดภัยขึ้นทีละน้อย
...
เวลาผ่านไปไม่นานนัก...เสียงก้าวเท้าเหยียบหินกรวดดัง สวบสาบ ใกล้เข้ามา ปรางปวีร์ยังคงก้มหน้าอ่านหนังสือ คิดว่าเป็นเพียงคนสวนตามปกติ
“แถวนี้อากาศดีจังเลยเนอะพี่ก้อย ร่มรื่นน่านอนชะมัด” เสียงแหลมของแววดังขึ้นห่างออกไปไม่กี่ก้าว
“นั่นสิ เหมาะกับพวกขี้เกียจ มาแอบเกาะคนอื่นกินจริงๆ” ก้อยรับคำพลางขยับกรรไกรตัดแต่งพุ่มชาดัดดัง ฉับๆ
แววหัวเราะร่วน ลากไม้กวาดเข้ามาใกล้ “ถ้าแววหน้าด้านพอนะ คงไปนั่งบีบน้ำตาขอเงินท่านประธานใช้สบายใจเฉิบไปแล้ว ไม่ต้องมาทนตากแดดตากลมแบบนี้หรอก”
“แหม เอ็งทำไม่ได้หรอกแวว หน้าอย่างเอ็งมันตอแหลไม่เนียน” ก้อยจงใจปรายตามองมาทางม้านั่ง
“ต้องระดับมืออาชีพนู่น ถึงจะหลอกคนแก่ใจดีให้เชื่อได้สนิทใจ... ว่าแต่ไม่กลัวคุณตุลย์จับได้บ้างหรือไง ทำตัวเป็นกาฝากเกาะคนอื่นกินแบบนี้”
ปรางปวีร์เม้มปากแน่น พลิกหน้ากระดาษเสียงดัง พรึบ เพื่อส่งสัญญาณเตือนว่าเธอกำลังใช้สมาธิ
แต่สาวใช้ทั้งสองกลับไม่สนใจ แววกวาดเศษใบไม้และฝุ่นผงบนพื้นจนปลิวเฉียดรองเท้าผ้าใบของปรางปวีร์
“คุณตุลย์เขาฉลาดจะตายพี่ก้อย เขาดูออกตั้งแต่แวบแรกแล้วว่าใครมาดีใครมาร้าย” แววลอยหน้าลอยตาพูด
“เมื่อเช้าถึงได้ประกาศกฎเหล็ก ห้ามพวกคนแปลกหน้าเข้าไปเพ่นพ่านแถวปีกขวา คงกลัวของมีค่าหายมั้ง”
“ก็แหงสิ เป็นฉัน ฉันก็กลัว พวกไม่มีหัวนอนปลายเท้าไว้ใจได้ที่ไหน” ก้อยเสริม “วันดีคืนดีแอบหยิบจับอะไรไปขายจะทำยังไง ของแต่ละชิ้นราคาเหยียบแสนทั้งนั้น”
“แล้วดูสิ งานการไม่ทำ วันๆ เอาแต่เดินลอยชาย พอท่านประธานอยู่ก็ทำเป็นเด็กดีใสซื่อ พอท่านไม่อยู่ก็มานั่งจิบอากาศสบายใจเฉิบ”
“อีกไม่นานหรอก คุณตุลย์ทนเห็นพวกกาฝากไม่ได้เมื่อไหร่ ก็คงโดนเตะโด่งออกไปนอนข้างถนนแน่”
ตัวอักษรบนหน้ากระดาษไม่ยอมเข้าสมองอีกต่อไป ปรางปวีร์ปิดหนังสือเล่มหนาดัง ปึบ รวบสมุดและปากกากอดไว้แนบอก
